วันศุกร์, พฤษภาคม 07, 2564

ความเป็นมาของพระประจำวันเกิด

 ความเป็นมาของพระประจำวันเกิด

พระประจําวันอาทิตย์ ได้แก่ ปางถวายเนตร

เมื่อครั้งพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิ ญาณแล้ว ก็ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดจากความสงบ) อยู่ใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นระยะเวลา 7 วัน จากนั้นได้เสด็จไปประทับยืน ณ ที่กลางแจ้งทางทิศอีสานของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทอดพระเนตรต้น พระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรเลยตลอดระยะเวลา 7 วัน ซึ่งเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปปางนี้เรียกว่า ปางถวายเนตร


ความเป็นมาพระประจําวันจันทร์ ได้แก่ ปางห้ามญาติ หรือ ห้ามสมุทรปางห้ามญาติ

เกิดขึ้นเนื่องจากพระญาติฝ่ายพุทธบิดาคือกรุงกบิลพัสดุ และพระญาติฝ่ายพุทธมารดา คือ กรุงเทวทหะ ซึ่งอาศัยอยู่บน คนละฝั่งของแม่น้ําโรหิณี เกิดทะเลาะวิวาทแย่งน้ําเพื่อไปเพาะปลูกกันขึ้น ถึงขนาดจะยกทัพทําสงครามกันเลยทีเดียว พระพุทธองค์จึงต้องเสด็จไป เจรจาห้ามทัพ คือ ห้ามพระญาติมิให้ฆ่าฟันกัน


ความเป็นมาพระประจําวันจันทร์ห้ามสมุทร

ส่วนปางห้ามสมุทรเป็นพุทธประวัติ ตอนเสด็จไปโปรดพวก ชฏิล (นักบวชประเภทหนึ่งที่นุ่งห่มหนังเสือ และนิยมบูชาไฟ) 3 พี่น้องได้แก่ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ํา เนรัญชราพร้อมบริวาร 1,000 คน โดยได้แสดงพุทธปาฏิหารย์หลายอย่าง เพื่อทําลายทิฏฐิมานะของชฏิลทั้งหลาย เช่น ห้ามลม ห้ามฝน ห้ามพายุ และห้ามน้ําท่วมที่เพิ่งนองตลิ่งมิให้มาต้องพระวรกายได้ อีกทั้งยังสามารถเดิน จงกรมอยู่ใต้พื้นน้ําได้ ทําให้พวกชฏิลเห็นเป็นที่อัศจรรย์ และยอมบวชเป็นพุทธสาวก


พระประจําวันอังคาร ได้แก่ ปางโปรดอสุรินทปางไสยาสน์ หรือบางทีก็เรียก ปางปรินิพพาน

เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธองค์ได้รับสั่งให้พระจุนทะเถระปูอาสนะลงที่ ระหว่างต้นรังคู่หนึ่ง แล้วทรงประทับบรรมทมแบบสีหไสยา ตั้งพระทัยสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายพากัน เศร้าโศก ร่ําไห้ คร่ําครวญถึงพระองค์ พระอานนท์และพระอนุรุทธเถระ ได้แสดงธรรมเพื่อปลอบโยนมหาชน พุทธศาสนิกชนเมื่อรําลึกถึงการ เสด็จปรินิพพานของพระองค์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เพื่อบูชา พระพุทธองค์


ความเป็นมาพระประจําวันพุธ (กลางวัน) ได้แก่ ปางอุ้มบาตร

เมื่อพระพุทธเจ้าได้สําแดงอิทธิปาฏิหารย์ เหาะขึ้นไปในอากาศต่อ หน้าพระประยูรญาติทั้งหลาย เพื่อให้พระญาติผู้ใหญ่ได้เห็น และละทิฐิถวาย บังคมแล้ว จึงได้ตรัสเทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก ครั้นแล้วพระญาติ ทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีใครทูลอาราธนาฉันพระกระยาหารเช้าในฉันภัตตาหารที่จัดเตรียมไว้ในพระราชนิเวศน์เอง แต่พระพุทธองค์กลับพา พระภิกษุสงฆ์สาวกเสด็จจาริกไปตามถนนหลวงในเมือง เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ (ผู้ที่พึงสั่งสอนได้)อันเป็นกิจของสงฆ์


พระประจําวันพุธ (กลางวัน) ได้แก่ ปางอุ้มบาตร (ต่อ)

และนับเป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองกบิลพัสดุได้มีโอกาสชมพระ พุทธจริยาวัตรขณะทรงอุ้มบาตรโปรดสัตว์ ประชาชนจึงต่างแซ่ซ้อง อภิวาทอย่างสุดซึ้ง แต่ปรากฏว่าพระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดาทรงทราบ เข้า ก็เข้าใจผิดและโกรธพระพุทธองค์ หาว่าออกไปขอทานชาวบ้าน ไม่ ฉันภัตตาหารที่เตรียมไว้ พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงอธิบายว่า การออก บิณฑบาตรเป็นการไปโปรดสัตว์ มิใช่การขอทาน จึงเป็นที่เข้าใจกันในที่สุด


พระประจําวันพุธ (กลางคืน) ได้แก่ ปางป่าเลไลยก์

สําหรับปางนี้กล่าวถึงเมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี ครั้นนั้นพระภิกษุมีมากรูปด้วยกัน และไม่สามัคคีปรองดอง ไม่อยู่ในพุทธ โอวาท ประพฤติตามใจตัว พระองค์จึงเสด็จจาริกไปอยู่ตามลําพังพระองค์ เดียวในป่าที่ชื่อว่าปาลิไลยกะ โดยมีมีพญาช้างเชือกหนึ่งชื่อ "ปาลิไลย กะ" เช่นเดียวกัน มีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ มาคอยปฏิบัติบํารุงและคอย พิทักษ์รักษามิให้สัตว์ร้ายมากล้ํากราย ทําให้พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ใน ป่านั้นด้วยความสงบสุข และป่านั้นต่อมาก็ได้ชื่อว่า "รักขิตวัน" ครั้นพญาลิง เห็นพญาช้างทํางานปรนนิบัติ


ความเป็นมาพระประจําวันพฤหัสบดี ได้แก่ ปางสมาธิ หรือ ปางตรัสรู้

ปางตรัสรู้ คือ ปางที่เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระโพธิสัตว์ทรงประทับ ขัดสมาธิบนบัลลังก์หญ้าคาใต้ต้นมหาโพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ําเนรัญชรา และได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันเพ็ญขึ้น  15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ซึ่งก็ตรงกับวันวิสาขบูชานั่นเอง


ความเป็นมา พระประจําวันศุกร์ ได้แก่ ปางรําพึง

ภายหลังจากที่ตรัสรู้ได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ภายใต้ต้นไทร (อช ปาลนโครธ) ก็ได้ทรงรําพึงพิจารณาถึงธรรมที่ตรัสรู้ว่าเป็นธรรมที่มีความละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่มนุษย์ปุถุชนจะรู้ตามได้ จึงเกิดความท้อพระทัยที่จะไม่สั่งสอนชาวโลก ด้วยรําพึงว่าจะมีใครสักกี่คนที่ฟังธรรมะของพระองค์เข้าใจ ร้อนถึงท้าวสหัมบดีพรหม ได้มากราบทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรมว่าในโลกนี้บุคคลที่มีกิเลสเบาบางพอฟังธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อน ว่าตรัสรู้แล้วก็ย่อมแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเพื่อ ประโยชน์สุขแก่ชนทั้งปวง จึงได้น้อมพระทัยในอันที่จะแสดงธรรมต่อชาวโลกตามคําอาราธนานั้น และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดํารงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศ พระพุทธศาสนา ให้แพร่หลายประดิษฐานให้มั่นคง


ความเป็นมาพระประจําวันเสาร์ ได้แก่ ปางนาคปรก

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ และประทับบําเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอันเกิด จากความพ้นกิเลสอยู่ ณ อาณาบริเวณที่ไม่ไกลจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งละ 7 วัน นั้น ในสัปดาห์ที่ 3 นี้เอง ก็ได้ไปประทับใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ขณะนั้นฝนได้ตกลง มาไม่หยุด พญานาคตนหนึ่งชื่อ "มุจลินท์นาคราช" ก็ได้ขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์เข้าไป วงขนด 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าไว้มิให้ฝนตกต้องพระวรกาย เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาว สาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง รุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวล ด้วย จนฝนหาย จึงได้แปลงร่างเป็นมาณพเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์



พระประจําวันเกิด

 พระประจําวันเกิด

พระประจําวันอาทิตย์ ได้แก่ ปางถวายเนตร

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปที่อยู่ใน พระอริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองเพ่งไปข้างหน้า พระหัตถ์ทั้งสองห้อยลงมาประสานกันอยู่ระหว่างพระ เพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนเหลื่อมพระหัตถ์ซ้าย อยู่ ในพระอาการสังวรทอดพระเนตรดูต้นพระศรีมหา โพธิ์


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันจันทร์ ได้แก่ ปางห้ามญาติ หรือ ห้ามสมุทร

ลักษณะพระพุทธรูป: พระพุทธรูปอยู่ในพระ อริยาบถยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม เป็นปางเดียวกันกับปางห้ามสมุทร ต่างกันตรงที่ปาง ห้ามญาติจะยกมือขวาขึ้นห้ามเพียงมือเดียว ส่วนปาง ห้ามสมุทร จะยกมือทั้งสองขึ้นห้าม แต่ส่วนใหญ่มักจะ นิยมสร้างเป็นปางห้ามญาติ และนิยมทําเป็นแบบพระ ทรงเครื่อง


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันอังคาร ได้แก่ ปางโปรดอสุรินทราหู

หรือ ปางไสยาสน์ หรือ ปางปรินิพพาน

ลักษณะพระพุทธรูป: พระพุทธรูป อยู่ในพระอริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททั้งสองข้างซ้อนทับเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียรและมี พระเขนย (หมอน) รองรับ บางแบบ พระเขนยวางอยู่ใต้พระกัจฉะ (รักแร้)


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันพุธ (กลางวัน) ได้แก่ ปางอุ้มบาตร

ลักษณะพระพุทธรูป: พระพุทธรูปอยู่ในพระ อริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประคองบาตรราวสะเอว


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันพุธ (กลางคืน) ได้แก่ ปางป่าเลไลยก์

ลักษณะพระพุทธรูป: พระพุทธรูปอยู่ในพระ อริยาบถประทับ (นั่ง) บนก้อนศิลา พระบาททั้งสอง วางบนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ําบนพระขนุ (เข่า) พระหัตถ์ขวาวางหงาย นิยมสร้างช้างหมอบใช้งวงจับ กระบอกน้ํา อีกด้านหนึ่งมีลิงถือรวงผึ้งถวาย


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันพฤหัสบดี ได้แก่ ปางสมาธิ หรือ ปางตรัสรู้

ลักษณะพระพุทธรูป: พระพุทธรูปอยู่ในพระ อริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองวาง หงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทับพระ หัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ (แข้ง) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันศุกร์ ได้แก่ ปางรําพึง

ลักษณะพระพุทธรูป: พระพุทธรูปอยู่ในพระ อริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันยกขึ้นประทับ ที่พระอุระ (อก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย


พระประจําวันเกิด

พระประจําวันเสาร์ ได้แก่ ปางนาคปรก

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ใน พระอริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ หงายพระ หัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระ หัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้ายเหมือนปางสมาธิ แต่มีพญานาคขนดร่างเป็นวงกลมเป็นพุทธ บัลลังก์และแผ่พังพานปกคลุมอยู่เหนือพระเศียร


วันอังคาร, พฤษภาคม 04, 2564

เกลือ..คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม

 เกลือ..คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม

  นิยามความเค็มของ “เกลือ” สําหรับนักเคมีแล้ว เกลือ อาจ หมายถึงสารประกอบไอออนิก ที่เกิดจากโซเดียมซึ่งเป็นไอออนบวกมา สร้างพันธะทางเคมีร่วมกับคลอไรด์ที่เป็นไอออนลบ แต่สําหรับในวิถีชีวิต ของมนุษย์แล้ว เกลือ คือผลึกสีขาวที่มีมากด้วยคุณค่า ทั้งการเป็น เครื่องปรุงรส วัตถุดิบในการถนอมอาหาร และมีสรรพคุณทางยา ยิ่งสมัย โบราณแล้วนั้น “เกลือ” ถือเป็นหนึ่งในธาตุวัตถุที่มีค่าเปรียบได้ดั่ง “ทอง” เลยทีเดียว

การทำนาเกลือ
การทำนาเกลือสมุทร
 

ส่อง “ผลึกเกลือ”

อนุภาคเกลือ ที่เรารู้จักกันดี คือ เกลือแกง หรือ โซเดียมคลอไรด์ (Sodium chlorideสูตร เคมี: NaCl) เป็นของแข็ง ใส ไม่มีสี มีผลึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ เกิดจากโซเดียมไอออนและคลอ ไรด์ไอออนที่มีการยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะทางเคมีที่เรียกว่า พันธะไอออนิก (พันธะที่เกิดขึ้นจากแรง ดึงดูดทางไฟฟ้าสถิตระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ เนื่องจากมีการถ่ายโอนอิเล็กตรอน)

โครงสร้างของโซเดียมคลอไรด์ ประกอบด้วยโซเดียมไอออนและคลอไรด์ไอออนที่เรียงเป็น แถวสลับกันมีลักษณะคล้ายตาข่าย ซึ่งแต่ละไอออนจะมีไอออนชนิดตรงข้ามล้อมรอบอยู่ 6 ไอออน โดยโครงสร้างเช่นนี้นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พบได้ในแร่อื่นๆ หลายชนิด

สําหรับคุณสมบัติทั่วไปของโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง คือ มีน้ําหนักโมเลกุลเท่ากับ 5834 มีความถ่วงจําเพาะ 2.165 มีจุดหลอมเหลวที่ 800.8 องศาเซลเซียส มีจุดเดือดที่ 1,465 องศา เซลเซียส และน้ําเกลือจะสามารถเปลี่ยนเป็นน้ําแข็งได้ที่อุณหภูมิ -21.12 องศาเซลเซียส

 

กําเนิด “เกลือ”

แม้ผลึกเกลือสีขาวที่เราเห็นจะมีลักษณะที่เหมือนกัน แต่เส้นทางความเป็นมาของเกลือ และ กระบวนการผลิตก็ไม่ได้เหมือนกันเสียที่เดียวนัก โดยแหล่งกําเนิดเกลือในประเทศไทยมี 2 แหล่ง ใหญ่ๆ คือ เกลือสมุทร และ เกลือสินเธาว์

เกลือสมุทร หรือ เกลือทะเล เป็นเกลือที่ผลิตได้จากน้ําทะเล ด้วยการสูบน้ําทะเลเข้ามาขังไว้ ในนาพัก อาศัยลมและความร้อนจากแสงแดดของดวงอาทิตย์ช่วยระเหยน้ํา เพื่อให้น้ําเกลือมีความ เข้มข้นมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง เกลือจะตกผลึกออกมา จังหวัดที่มีการผลิตเกลือสมุทร ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี และเพชรบุรี เป็นต้น โดยผู้ผลิตเกลือสมุทร เรียกว่า ชาวนาเกลือ


เกลือสินเธาว์ เป็นเกลือที่ผลิตจากดินและชั้นหิน ซึ่งมีแหล่งที่มา 3 แหล่งด้วยกัน คือ 

1) คราบเกลือบนผิวดิน เมื่อนําดินมาละลายน้ําก็จะได้น้ําเกลือ 

2) บ่อน้ําเกลือ หรือ แหล่งน้ําบาดาล เกิดจากน้ําผิวดินไหลผ่านชั้นแร่เกลือหินและละลายเกลือออกมารวมกันเป็นบ่อน้ํา ส่วนการนําน้ําเกลือขึ้นมาใช้ จะทําได้ด้วยการสูบน้ําขึ้นมา และ 

3)ชั้นเกลือหินใต้ดิน วิธีการได้เกลือมา คือเจาะชั้น หินให้เป็นโพรงเพื่ออัดน้ําลงไปละลายแร่เกลือหิน จากนั้นก็สูบน้ําเกลือขึ้นมาใช้

สําหรับวิธีการผลิตเกลือทําได้สองวิธี คือ การนําน้ําเกลือมาตากแดด หรือ การต้มในกระทะ เหล็กขนาดใหญ่ให้น้ําระเหย กระทั่งเมื่อถึงจุดอิ่มตัวของเกลือ อนุภาคเกลือจะตกผลึกออกมา โดย จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ พบได้แถบภาคอีสาน เช่น จังหวัดชัยภูมิ มหาสารคาม ยโสธร อุบลราชธานี และอุดรธานี รวมถึงภาคเหนือ เช่น บ่อเกลือ จังหวัดน่าน เป็นต้น

 

ท่อง “นาเกลือ”

การทํานาเกลือ ถือเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยภูมิปัญญา ประสบการณ์ และการสังเกต ร่วมกับ การพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ โดยพื้นที่ที่เหมาะกับการทํานาเกลือนั้น นอกจากเป็นพื้นที่ติดริมชายฝั่ง ทะเลแล้ว ลักษณะภูมิประเทศยังต้องเป็นที่ราบลุ่ม และที่สําคัญคือดินต้องเป็นดินเหนียว อุ้มน้ําได้ดี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดที่ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,600 กิโลเมตร แต่ กลับมีไม่กี่จังหวัดเท่านั้นที่ทําเกลือสมุทรได้

โดยฤดูกาลทํานาเกลือจะเริ่มประมาณปลายเดือนตุลาคม ขั้นตอนแรกคือการเตรียมพื้นที่ แปลงนา ด้วยการปรับสภาพหน้าดินให้เรียบ เสริมคันนาให้แข็งแรง ขุดร่องช่องน้ําไหลเข้าออก ระหว่างแปลงนาที่ตื้นเขินให้น้ําไหลได้สะดวก

สําหรับพื้นที่การทํานาเกลือทั้งหมดต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 25 ไร่ เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ใน การตากน้ําจํานวนมาก ซึ่งในนาเกลือจะมีการทําแปลงนาเกลือย่อยๆ ที่เชื่อมโยงกัน นาแต่ละแปลง จะเรียกว่า อันนา หรือกระทงนา โดยกระทงนาที่สําคัญๆ ได้แก่ นาขังหรือวังน้ํา นาตาก นาเชื้อ และนาปลง

เมื่อย่างเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนเริ่มทิ้งช่วงหรือเริ่มหมดฝนแล้ว ชาวนาเกลือ จะเริ่มผันน้ําจากนาขัง ซึ่งเป็นแปลงที่ใช้เก็บกักน้ําทะเลจากคลองส่งน้ําเข้ามาเก็บไว้ใช้ตลอดการทํานา เกลือเพื่อเข้าสู่นาตาก เพื่อตากน้ําให้มีระดับความเค็มสูงขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยสิ่งสกปรกตกตะกอน ออกจากน้ํา หลังจากนั้นจะดันน้ําเข้าสู่นาเชื้อ เป็นแปลงนาที่สําหรับพักน้ําให้แสงแดดแผดเผาน้ําให้ ค่อยๆ ระเหย เป็นการงวดน้ําทะเลให้มีระดับความเค็มมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งใกล้กับจุดอิ่มตัว คือ 2225 ดีกรี ซึ่งเป็นระดับความเค็มเกลือพร้อมจะตกผลึก ชาวนาเกลือเรียกว่าเป็นการเพาะเชื้อเกลือ ซึ่ง เมื่อน้ําทะเลมีความเค็มที่เหมาะสมต่อการตกผลึกแล้ว ชาวนาเกลือก็จะระบายน้ําสู่นาปลง เป็นแปลง ที่น้ําเค็มเข้มข้นจนตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ ชาวนาเกลือจะปล่อยให้เกลือตกผลึกอยู่ในนาปลงประมาณ 9-10 วัน จึงจะซื้อเกลือ ซักแถวกองเกลือ แล้วตักเกลือขึ้นกุ้งกี่หาบเข้าเก็บในยุ่งเกลือ เพื่อพึ่งให้แห้ง และเตรียมขายต่อไป โดยเกลือแกงที่ได้จะมีผลผลิตประมาณ 4-9 ตันต่อไร่ หรือ 2.5-6 กิโลกรัมต่อ พื้นที่นา 1 ตารางเมตร เคมี จาก “นาเกลือ”


รถบดนาเกลือ
รถบดนาเกลือ


วิถีการทํานาเกลือ นับเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่มีการสั่งสมความรู้และถ่ายทอดกันมา ยาวนาน ซึ่งในองค์ความรู้เหล่านั้นก็มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตร์ด้านเคมีอยู่ไม่น้อย

 

การผลิตเม็ดเกลือแกง หรือ โซเดียมคลอไรด์ จากน้ํา ทะเลนั้น อาศัยหลักการที่เรียกว่า “การตกผลึก” (Crystallization) เป็นกระบวนการทางเคมีที่ใช้ในการทํา สารให้บริสุทธิ์ ด้วยการแยกของแข็งออกจากของเหลว โดย อาศัยความสามารถในการละลายน้ําหรือจุดอิ่มตัวของ สารประกอบ ที่เมื่ออุณหภูมิลดลง ความสามารถในการ ละลายก็ลดลง สารประกอบเหล่านั้นจะแยกตัวออกจากสารละลายเป็นของแข็งที่มีรูปทรงเรขาคณิต เรียกว่า ผลึก (Crystal) ทั้งนี้สารที่ต้องการแยกและไม่ต้องการแยกจะต้องละลายได้ในตัวทําละลาย ชนิดเดียวกัน แต่ต้องมีความสามารถในการละลายต่างกัน

ในการทํานาเกลือนั้น น้ําทะเลประกอบด้วยอนุภาคไอออนต่างๆ ซึ่งมีทั้งไอออนบวก เช่น โซเดียม (Na) โปแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และไอออนลบ เช่น คลอไรด์ (C) ซัลเฟต(SO4) เป็นต้น เมื่อน้ําทะเลถูกแสงแดดแผดเผาจนน้ําระเหยกลายเป็นไอ น้ําทะเลก็จะมี ความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ไอออนของธาตุต่างๆ ที่ละลายได้น้อยลงจนไม่สามารถละลายได้ ก็จะจับตัว กันเป็นสารประกอบและตกผลึกออกมาก่อน ซึ่งในนาเกลือจะมีสารประกอบตกผลึกที่สําคัญอยู่ 3 ชนิด คือ เกลือจืดหรือยิปซัม (CaSO4) เกลือแกง(NaCl) และดีเกลือ (MgSO4) 

 

เกลือจืดหรือยิปซัม (CaSO4) เป็นสารประกอบที่ ละลายน้ําได้น้อยที่สุด จะมีการตกผลึกในนาเชื้อซึ่งมีความ เค็มประมาณ 20-25 ดีกรี ผลึกเกลือจะมีลักษณะเป็นผลึก สี่เหลี่ยม ใส ขนาดเล็กๆ เกาะตัวเป็นแผ่นแข็งอยู่ติดกับดิน ชาวนาเกลือนิยมนําเกลือจืดไปใช้ทําแป้งดินสอพอง ชอล์ก เขียนกระดานดํา หรือใช้เป็นส่วนผสมในการทํายาสีฟัน เป็นต้น


เกลือแกง (NaCl) ตกผลึกในนาปลง เป็นช่วงที่น้ํา ทะเลมีความเค็มที่ระดับ 25 ดีกรี มีลักษณะเป็นลูกบาศก์ โปร่ง แสง โดยเม็ดเกลือแกง จะมี 2 เพศ คือ เกลือตัวผู้ รูปร่างเป็น เม็ดยาวแหลม นิยมใช่ผสมยาไว้กวาดคอเด็ก เชื่อว่ามีฤทธิ์แก้ ซาง (ไข้ตัวร้อน) ได้ และเกลือตัวเมีย มีรูปร่างเป็นเหลี่ยม ใช้ ประโยชน์ได้ทั้งสําหรับการบริโภค ดองอาหาร รวมถึงเป็นส่วนประกอบใอุตสาหกรรมต่างๆ

 

ดีเกลือ (MgSO4) เป็นเกลือที่มีรสเค็มจัดจนขม เกลือชนิดนี้จะตกผลึกที่ระดับความเค็ม มากกว่า 27 ดีกรี ขึ้นไป ลักษณะจะมีรูปร่างแหลมเหมือนเข็ม ชาวนาเกลือจะไม่ชอบเพราะหากปล่อย นาปลงให้มีระดับความเค็มมากจนดีเกลือมีการตกผลึก ก็จะมีผลให้เกลือแกงที่ได้ไม่บริสุทธิ์ มีคุณภาพ ต่ํา ขึ้นง่าย ซึ่งชาวนาเกลือจะป้องกันด้วยการผันน้ําจากนาเชื้อสู่นาปลงอย่างสม่ําเสมอ เพื่อให้มี ความเค็มที่ไม่มากเกินไป อย่างไรก็ตามดีเกลือก็มีสรรพคุณทางยา โดยใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูกหรือเป็นยาถ่ายพยาธิได้ 

 

คุณค่า จาก “เม็ดเกลือ”

คุณประโยชน์จาก เม็ดเกลือ ที่นอกจากการเป็นเครื่องปรุงรสอาหารที่บริโภคกันอยู่เป็น ประจําแล้ว ความเค็มของเกลือยังมีคุณค่าอีกมากมายหลายประการ ได้แก่ • ถนอมอาหาร มีการใช้เกลือสําหรับดองผัก ผลไม้ ไข่ หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ เพื่อยืดอายุในการรับประทานได้นานขึ้น ซึ่งเกลือจะเข้าไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทําให้เกิดอาการเน่าเสีย 

 

• อุตสาหกรรมห้องเย็น มีการนําเกลือมาใช้รักษาอาหารสดมานานแล้ว เนื่องจากคุณสมบัติของเกลือ หากมีการ เติมเกลือแกงลงในน้ําแข็งในอัตราส่วน 1:3 จะมีผลให้ จุดเยือกแข็งของน้ําลดลงถึง -18 องศาเซลเซียส

 

• อุตสาหกรรมเคมี เกลือถูกใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเคมีภัณฑ์หลายชนิด เช่น ผลิตคลอรีนโซดาไฟ กรดเกลือ เป็นต้น อุตสาหกรรมความงาม ในธุรกิจสปามีการนําเกลือไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม อาทิ เกลือขัดผิว เกลือสปา เกลือหอม เนื่องจากเกลือมีสรรพคุณในการเปิดรูขุมขนบริเวณผิวหนังทําให้วิตามินและสารบํารุงต่างๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้ดีขึ้น

 

• ยา ในตําราแพทย์แผนไทย เกลือ ถือเป็นยาที่นํามาใช้ในการรักษาโรคมากมาย ทั้งในการฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน ที่สําคัญในเกลือยังมีสารประกอบไอโอดีนที่ช่วยป้องกันโรคคอพอกได้อีกด้วย

//////////////////////////////////////////////////////////

ที่มา:

คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการการอํานวยการจัดงานเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 5 ธันวาคม 2542 วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และ ภูมิปัญญา จังหวัดเพชรบุรี, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544. หน้า 144-146.

การทํานาเกลือ มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม คู่มือเดินเท้าเล่าเรื่อง “ท่องวิถี...นาเกลือ” ณ จังหวัดสมุทรสงคราม บทความเรื่อง นาเกลือ และโซเดียมคลอไรด์ จากวิกิพีเดีย บทความ การทํานาเกลือ โดยสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) มาทําความรู้จักกับเกลือที่เราบริโภคกันเถอะ http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/iodine/chapter3/salt.html การผลิตเกลือจากน้ําทะเล http://www.kr.ac.th/ebook/petcharat/b1.html พันธะไอออนิก http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/ap-chemistry1/chemical_bonding/ionic.htm อุตสาหกรรมโซเดียมคลอไรด์ https://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=69374 กว่าจะเป็นเกลือเค็มๆ http://www.everykid.com/worldnews/salt/index.html การแยกสาร

https://www.myfirstbrain.com/student view.aspx?ID=73760

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Halite(Sal t)USGOV.jpg

http://en.wikipedia.org/wiki/File:NaCl_polyhedra.png

http://chaiya.suratthani.doae.go.th/images/egg/k10.gif ผู้เรียบเรียง: ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ บรรณาธิการ: จุมพล เหมะคีรินทร์ ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ สนับสนุนการผลิตบทความโดย: สํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ภายใต้กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Pages